ยุคสมัยของ democrat

มกราคม 13, 2009

เป็นไปได้ ! การเมืองของหลายๆประเทศ มีพรรคขึ้นมาครองชื่อว่า democrat เอาง่ายๆ ของไทยก็ประชาธิปัตย์ คือ democrat ของอเมริกาคือ democrat เช่นกัน

เป็นความเหมือนที่ไม่เหมือนสักทีเดียวนัก แม้จะเป็นคนหนุ่มๆเหมือนกันระหว่าง อภิสิทธิ์ หรือมาร์ค กับ โอบาม่า เพราะการขึ้นมาครองของ democrat บ้านเขากับบ้านเรานี่ ต่างกันเยอะมาก บารัค โอบามานี่ ขึ้นมาด้วยฝีมือ นโยบาย และความนิยมล้วนๆ ทำให้เป็นพระเอกผิวสี ที่แซงขึ้นมาได้อย่างน่านิยมชมเชย แม้เขามาจากตระกูลที่ต่ำต้อย แต่ก็สู้ในเรื่องนโยบาย และความแตกต่าง สมกับคำว่า CHANGE ของเขา ทำให้แซงความนิยมชมชอบของริพับลิกัน อย่างชนิดน่าตื่นเต้น

มาทางฝั่งเอเชียบ้านเราบ้าง การเมืองที่ลุ่มๆดอนๆ ผสมกับพลังอำนาจนอกระบบ และการทำลายประเทศ โดยอาศัยเครื่องมือปลุกใจคือการไล่ทักษิณ (ไล่ไปจนหมดมุก ก็ไล่พิฆาต คนที่เชื่อว่าอยู่ข้างๆ คนที่เชื่อว่าสนับสนุน และล้มพรรคล้มแล้วล้มอีกตั้งสองครั้ง เหมือนสมัยปราบแม่มดในยุโรปทีเดียว) จนประเทศชาติหมดทางเลือก ก็ต้องมอบให้กับไทย democrat ไป เพราะ”ไทยนี้รักสงบ” ทั้งที่ถ้าจะว่ากันจริงๆแล้ว แนวของประชาธิปัตย์ ออกมาจากฝั่งของผู้นำที่มาจากบุคคลชั้นนำ elite class ที่ไม่เคยแม้แต่จะกวาดถูบ้าน ก็ดูเหมือนเก้ๆกังๆ แนวนโยบายก็คงจะเห็นแล้วว่าเป็นอย่างไร (เหยียบของเขามาแล้วมาลอกเขาทำไม) นโยบายโทษคนอื่น ยุแยงแม้กระทั่งผีหรือแม่มดที่ไม่มีโอกาสได้มาเดินในประเทศด้วยซ้ำ ทำให้เทียบกับฝั่งของอเมริกา ก็คงจะเป็น UNCHANGE หรือ NEVER CHANGE

นี่แค่เอาแต่เรื่องนโยบาย ยังไม่สามารถครองใจชาวบ้านในรอบนอก คนยากจนจริงๆ ยิ่งไปกว่านั้น การขึ้นมาครองโดยอาศัยจังหวะประเทศย่อยยับด้วยฝีมือพวกปราบแม่มด (กบฎที่โดนปล่อยแหละครับ) ดึงเอาฝั่งแม่มดทักษิณมาส่วนหนึ่ง สีเขียวมาส่วนหนึ่ง ส่วนผสมแบบนี้ ได้รับการปลุกเสกมาอย่างดี เลยแข็งแทงทะลุยอดหญ้ามาเชิดอยู่ในปีปัจจุบัน

ทำนายได้เลยว่า อย่างไร DEMOCRAT ที่นี่ แบคดีอย่างกับอะไรคงจะได้ใจคนระดับไฮโซ หรือระดับพวกเมือง แต่ในระดับยอดหญ้า ก็คงต้องยอมรับความจริงว่า ภาษีที่เก็บเอาไป คงต้องเอาไปชดใช้ความเสียหายของกลุ่มปราบแม่มดส่วนหนึ่ง เอาไปเสริมฐานรากของกลุ่มส่วนหนึ่ง ในที่สุด ครบวาระคงเป็นเรื่องที่ไม่ยากนัก ถ้าไม่เดินสะดุดขาตัวเองเสียก่อน รอมาตั้งแต่ 49 ก็ต้องอยู่ยาวให้คุ้ม!

ข่าว


สุขุมพันธ์ ผู้ว่ากทม.คนใหม่

มกราคม 12, 2009
สุขุมพันธ์

สุขุมพันธ์

 

การนับคะแนนเลือกตั้งทั้ง 50 สำนักงานเขต รวม 6,337 หน่วยเลือกตั้ง และประมวลผลการเลือกตั้งสิ้นสุดลง เวลา 02.32 น.ของวันที่ 12 ม.ค.52  ดร.พงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัดกรุงเทพมหานคร ได้ประกาศผลการนับคะแนนผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม. เรียงลำดับคะแนน ดังนี้

หมายเลข  2  ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร  พรรคประชาธิปัตย์   ได้ 934,602   คะแนน 
หมายเลข 10 นายยุรนันท์  ภมรมนตรี พรรคเพื่อไทย   ได้ 611,669  คะแนน
หมายเลข 8  ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล ผู้สมัครอิสระ   ได้ 334,846  คะแนน
หมายเลข 12 นายแก้วสรร อติโพธิ  กลุ่มกรุงเทพใหม่    ได้ 144,779  คะแนน
หมายเลข 3 นางลีนา จังจรรจา  ผู้สมัครอิสระ     ได้    9,043  คะแนน
หมายเลข 1 นายสุเมธ ตันธนาศิริกุล ทีมกรุงเทพฯ พัฒนา   ได้    6,017  คะแนน
หมายเลข 14 นายเอธัส มนต์เสรีนุสรณ์  พรรคสุวรรณภูมิ   ได้    4,117  คะแนน
หมายเลข 9 นายวิทยา จังกอบพัฒนา  ผู้สมัครอิสระ    ได้    3,640  คะแนน
หมายเลข 5 นายกงจักร ใจดี ผู้สมัครอิสระ     ได้    2,400  คะแนน
หมายเลข 11 นายธรรณม์ชัย รุ่งจิรโรจน์ ผู้สมัครอิสระ     ได้    2,222  คะแนน
หมายเลข 4 นางธรณี ฤทธีธรรมรงค์  ผู้สมัครอิสระ    ได้    1,875  คะแนน
หมายเลข 6 ร.อ.เมตตา เต็มชำนาญ  กลุ่มเมตตาธรรม   ได้    1,431  คะแนน
หมายเลข 7 นายอิสระ อมรเวช ผู้สมัครอิสระ     ได้      922  คะแนน
หมายเลข 13  นายอุดม วิบูลเทพาชาติ ผู้สมัครอิสระ   ได้      656  คะแนน

ประวัติ มรว.สุขุมพันธ์ บริพัตร


ฝ่ายค้านได้9 รัฐบาลได้ 20

มกราคม 12, 2009

รัฐบาลกวาด 20 ที่นั่ง เลือกตั้งซ่อม ฝ่ายค้านฝืดได้แค่ 9 อีสานลดวูบ! ทำเสียงสนับสนุนในสภาพุ่ง 254 เสียง “อภิสิทธิ์”คุยเสถียรภาพแข็งแกร่ง ทำงานราบรื่น ก๊วน”ยงยุทธ-เจ๊แดง”ปรับขบวน หันไปใช้มวลชนสู้แทนเกมในสภา กกต.สรุปใช้สิทธิแค่ 55% “เฉลิม”เผยรอหลักฐานโอนเงิน ตลท.เข้าพรรค ก่อนยื่นซักฟอก เชื่อคว่ำรัฐบาลได้

รบ.กวาด20ที่นั่ง – ค้านได้ 9 
พรรคร่วมรัฐบาลสามารถกวาดที่นั่งเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เมื่อวันที่ 11 มกราคม ไปได้ 20 ที่นั่ง จากผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ แยกเป็น พรรคประชาธิปัตย์ได้ 7 ที่นั่ง ชาติไทยพัฒนา 10 ที่นั่ง เพื่อแผ่นดิน 3 ที่นั่ง ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านได้ไป 9 ที่นั่ง จากพรรคเพื่อไทย 5 ที่นั่ง พรรคประชาราช 4 ที่นั่ง ผลที่ออกมาทำให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มั่นใจว่ารัฐบาลจะมีเสถียรภาพมั่นคงยิ่งขึ้น พร้อมยืนยันว่าจะไม่มีการนำจำนวน ส.ส.ที่เพิ่มมาต่อรองขอโควต้ารัฐมนตรีใหม่ ทางด้านคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประเมินว่า มีผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อมประมาณ 55% น้อยกว่าการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ที่มีผู้ใช้สิทธิถึง 74%

 

เสียงรัฐบาลน่าจะเริ่มเสถียรแต่ยังวางใจมากไม่ได้ เพราะส่วนหนึ่งของรัฐ คือเสียงที่มาจากฝ่ายค้าน


การเลือกตั้ง ผู้ว่า กทม. 2552

มกราคม 11, 2009

แม้ผลคะแนนยังนับไม่ครบ แต่ดูตามรูปการแล้ว มรว.สุขุมพันธ์ น่าจะเป็นเต็งที่ได้ตามโพลนะครับ

1 ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร   678,853

2 นายยุรนันท์ ภมรมนตรี   424,483

3 ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล   234,763

4 นายแก้วสรร อติโพธ   99,948

5 สุเมธ ตันธนาศิริกุล์   7,509

6 นางลีนา จังจรรจา   6,919

7 นายวิทยา จังกอบพัฒนา   3,550

8 นายธรรณม์ชัย รุ่งจิรโรจน์   3,336

9 นายเอธัส มนต์เสรีนุสรณ์   3,280

10 ร.อ.เมตตา เต็มชำนาญ   2,705

11 นายกงจักร ใจดี   2,281

12 นายอิสระ อมรเวช   1,901

13 นางธรณี ฤทธีธรรมรงค์   1,820

14 นายอุดม วิบูลเทพาชาติ   661

http://politics.thaihealth.net/modules.php?name=News&file=article&sid=26

ขอแสดงความยินดีล่วงหน้าครับ


ความคิดพิเรนทร์ของสนั่น ขจรประศาสน์

มกราคม 5, 2009

ครั้งแรกสุดที่ผม ทราบ ข่าวเรื่องสนั่น ขจรประศาสน์ เสนอให้องคมนตรี เป็นผู้ตั้งองค์กรอิสระต่างๆ คือเมื่อมีผู้มาโพสต์กระทู้ทางเว็บบอร์ดบางแห่ง บอกตามตรงว่าตอนแรกผมนึกว่า เป็นเรื่องโจ๊กที่มีการมาโพสต์แบบล้อเลียนเสียดสีกัน (ซึ่งเป็นเรื่องไม่แปลกสำหรับเว็บบอร์ดการเมือง) เพราะกระทู้แรกที่ได้เห็น ไม่มีรายละเอียด เป็นเพียงตั้งเป็นชื่อกระทู้ (ประเภท คิดยังไงที่สนั่นเสนอให้องคมนตรีตั้งองค์กรอิสระ อะไรทำนองนี้) จนกระทั่ง เห็นมีคนมาโพสต์กระทู้ซ้ำในเรื่องนี้อีก ผมจึง search หาข่าวนี้ทางเน็ต พบว่า เป็นเรื่องจริง สนั่นให้สัมภาษณ์เสนอจริงๆว่าให้องคมนตรีทั้งคณะเป็นผู้คัดเลือกองค์กรอิสระต่างๆ (ดูตัวอย่าง รายงานข่าวใน กรุงเทพธุรกิจ http://www.bangkokbiznews.com/2009/01/03/news_325152.php )

 

แม้ว่าจะได้รับการยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่โจ๊ก ผมก็ยังมีความยากลำบากที่จะเชื่อว่า ใน พ.ศ.นี้ จะมีใครมีความคิดพิเรนทร์ขนาดนี้ และจากความเหลือเชื่อ ก็กลายเป็นความโกรธว่า ทำไมไม่เสนอให้กลับไปสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อย่างเต็มรูปแบบเสียเลยไม่ดีกว่าหรือ?

 

องคมนตรี มีกำเนิดครั้งแรกหลังรัฐประหาร 2490 ที่พวกนิยมเจ้า (Royalists) ร่วมมือกับทหารบางกลุ่ม โค่นรัฐบาลปรีดี-ธำรง (โดยอาศัยข้ออ้างเรื่องกรณีสวรรคตเป็นสำคัญเรื่องหนี่ง) แล้วร่วมกันร่างรัฐธรรมนูญ รื้อฟื้นอำนาจในลักษณะสมบูรณาญาสิทธิราชให้กับสถาบันกษัตริย์หลายประการ ที่สำคัญ คือ การตั้งองค์กร ที่ปรึกษา ของกษัตริย์นี้ขึ้นมา

 

ในความเป็นจริง ในระบอบประชาธิปไตย ที่พระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้น พระมหากษัตริย์จะต้องไม่มีอำนาจในการทำอะไร ตามหลักการที่ว่า The King can do no wrong because he can do nothing คือ ทรงไม่ทำผิด เพราะทรงทำอะไรไม่ได้ เหตุที่ต้องใช้หลักการนี้ ก็เพราะถือว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของสาธารณะ ของราษฎรทุกคนแล้ว ถ้าจะให้ใครมีอำนาจ คนนั้นก็จะต้องขึ้นต่อกระบวนการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบควบคุมกระทั่งปลดออกโดยราษฎรได้ ที่เรียกรวมๆว่า accountability ดังนั้น ถ้าไม่ต้องการให้พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้กระบวนการ accountability นี้ ก็ต้องให้พระมหากษัตริย์ ไม่ต้องทรงทำอะไร No Accountability, No Power (การเป็นสัญลักษณ์หรือประมุขของประเทศ นับเป็นเกียรติสูงส่งอยู่แล้ว) ด้วยเหตุนี้ พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย จึงไม่ต้องมีที่ปรึกษาต่างหาก คณะรัฐมนตรี (ซึ่งขึ้นต่อ accountability โดยราษฎร) เป็นที่ปรึกษาอยู่แล้ว และในเมื่อพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยจะต้องไม่ทรงทำอะไร (do nothing) ดังกล่าว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องมีคณะที่ปรึกษาต่างหากเกิดขึ้นแต่แรก ดังเช่นที่เป็นจริงในช่วงระหว่าง 2475 ถึง 2490 (หรือในประเทศประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอื่นๆในปัจจุบัน)

 

แต่เมื่อพวกนิยมเจ้า ร่างรัฐธรรมนูญนิยมเจ้าปี 2492 กลับกำหนดให้มีองคมนตรีขึ้น โดยกำหนดลักษณะสำคัญขององคมนตรีดังนี้

 

            มาตรา 13 พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรี และองคมนตรีอีกไม่มากกว่าแปดคนประกอบเป็นคณะองคมนตรี

            คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัติรย์ทรงปรึกษาและมีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้

            มาตรา 14 การเลือกและแต่งตั้งองคมนตรีก็ดี การให้องคมนตรีพ้นจากตำแหน่งก็ดี ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย

            ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานองคมนตรีหรือให้ประธานองคมนตรีพ้นจากตำแหน่ง และให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งองคมนตรีอื่นหรือให้องคมนตรีอื่นพ้นจากตำแหน่ง

 

ข้อกำหนดเหล่านี้ ได้รับการบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับหลังจากนั้น โดยไม่เปลี่ยนแปลง รวมทั้งฉบับปัจจุบัน

 

นี่คือลักษณะการให้อำนาจพระมหากษัตริย์แบบสมบูรณาญาสิทธิราช คือ ให้พระมหากษัตริย์สามารถแต่งตั้งถอดถอนองคมนตรีได้ด้วยพระองค์เองโดยสิ้นเชิง รัฐสภาเพียงแต่ รับทราบ ในรูปของการที่เฉพาะตัวประธานรัฐสภา ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ต่อการตั้งประธานองคมนตรีเท่านั้น ไม่ต้องแม้แต่จะผ่านกระบวนการเสนอชื่อให้ทั้งรัฐสภารับรอง และในแง่องคมนตรีคนอื่น ก็ไม่ต้องแม้แต่จะมีประธานรัฐสภารับรองด้วยซ้ำ ให้ประธานองคมนตรีที่ได้มาในลักษณะไม่ชอบกลดังกล่าวรับรองเอง

 

การแต่งตั้งหรือถอดถอนองคมตรี เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย เช่นนี้ ขัดกับหลักการประชาธิปไตย เพราะองคมนตรี ความจริง มิได้เป็น ลูกจ้างส่วนพระองค์ ไม่ใช่พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จ้าง แต่เป็นบุคคลากรที่ใช้ทรัพยากรส่วนรวมของรัฐ ในเมื่อต้องใช้งบประมาณหรือทรัพย์สินของรัฐ คือของประชาชนโดยรวมทุกอย่าง เหตุใดจึงจะไม่ให้รัฐที่เป็นตัวแทนของประชาชน เป็นผู้ควบคุม เลือก และแต่งตั้ง (ไม่ต้องพูดถึงหลักการทีว่า พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย ไม่มีความจำเป็นต้องมีที่ปรึกษาต่างหากจากคณะรัฐมนตรี เพราะไม่ต้องทรงทำอะไร เพื่อไม่ให้ต้องมี accountability ได้ ดังกล่าวก่อนหน้านี้)

 

ดังนั้น องคมนตรีทั้งหมด ทั้งๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของอำนาจรัฐ จึงกลับหลุดพ้นจากกระบวนการ accountability โดยสิ้นเชิง ตามการไม่มี accountability ของพระมหากษัตริย์ ในไม่กี่ปีมานี้ เราจึงได้เห็นองคมนตรีอย่างพลเอกเปรม สามารถออกมาระดมทหารให้ขัดแย้งกับรัฐบาลเลือกตั้งได้ (ปาฐกถาเรื่อง ทหารเหมือนม้าของพระราชา รัฐบาลเป็นเพียงจ๊อกกี้) สามารถออกมาชมเชยสนับสนุนนนายกฯที่มาจากการรัฐประหารล้มรัฐธรรมนูญ (พลเอกสุรยุทธ เหมือน เชอร์ชิล) และสามารถออกมาแสดงความเห็นทางการเมืองว่า นายกฯที่มาจากกระบวนการแบล็กเมล์รัฐประหารแฝงอย่างอภิสิทธิ์ เป็นเรื่องที่ประเทศควรดีใจ กล่าวอย่างสั้นๆ คือ สามารถมีบทบาททางการเมืองอย่างโจ่งแจ้ง สามารถ take side เข้าข้างใดข้างหนึ่ง (ในกรณีตัวอย่างเหล่านี้ คือข้างที่ทำผิดกฎหมาย ล้มรัฐธรรมนูญ เป็นกบฏ) อย่างมากก็ได้ โดยไม่ต้องมี accountability โดยสิ้นเชิง

 

อำนาจขององคมนตรีเช่นนี้คืออำนาจในลักษณะเดียวกับสมัยสมูรณาสิทธิราช ที่ราษฎรและตัวแทนราษฎร ไม่สามารถควบคุมผู้มีอำนาจได้โดยสิ้นเชิง

 

ข้อเสนอของสนั่น ขจรประศาสน์ ถึงที่สุดคือ เท่ากับเสนอให้องค์กรอิสระทั้งหมด ต่อไปนี้ขึ้นอยู่กับพระราชอำนาจล้วนๆ โดยผ่านองค์กรองคมนตรี เพราะองคมนตรี ขึ้นต่อพระมหากษัตริย์ล้วนๆ นี่คือการเสนอให้ ถ่ายโอนอำนาจในการเลือกและจัดตั้งองค์กรอิสระต่างๆ ที่มีบทบาทสำคัญมากขั้นๆในปัจจุบัน กลับไปที่สถาบันพระมหากษัตริย์ที่องคมนตรีเป็นส่วนประกอบสำคัญ

 

ผมจึงถามว่า ถ้ามีความคิดพิเรนทร์เช่นนี้ ทำไมไม่เสนอให้เปลี่ยนกลับไปเป็นระบอบบสมบูรณาญาสิทธิราช ให้เต็มรูปเลย ไม่ดีกว่าหรือ? รัฐสภาทั้งหมด ต่อไปนี้ ก็ไม่ต้องให้ราษฎรเลือก คณะรัฐมนตรีก็ไม่ต้องให้เลือกจากรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ข้อเสนอของสนั่น บวกกับข้อเสนอของบางคนในประชาธิปัตย์ก่อนหน้านี้ ที่จะขยายขอบเขตของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (และกฎหมายคอมพิวเตอร์ในเรื่องเดียวกัน) คือการย้อนยุคกลับไปสมบูรณาญาสิทธิราชกันอยู่แล้ว

 

ข้ออ้างของสนั่นเรื่อง ถ่วงดุลอำนาจ เป็นข้ออ้างที่ไร้สาระ แต่ดูเหมือนจะกลับเป็นสิ่งที่บรรดาผู้มีการศึกษา มีฐานะ หรือที่เรียกว่า คนชั้นกลาง ให้การยอมรับ ตั้งแต่สมัยรัฐธรรมนูญ 2540 มาแล้ว และยิ่งเพิ่มมากขึ้น หลังรัฐประหาร 19 กันยา ปัจจุบัน เราจึงได้เห็นอำนาจที่เพิ่มมากขึ้นอย่างมหาศาลของ องค์กรอิสระ ต่างๆ โดยเฉพาะของตุลาการ (ตุลาการภิวัฒน์) ไอเดียคือ ให้อำนาจเหล่านี้ มา ถ่วงดุล อำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง

 

ขอถามง่ายๆว่า แล้วบรรดาอำนาจที่อ้างเอามา ถ่วงดุล อำนาจเลือกตั้งเหล่านี้ จะเอาอะไรมา ถ่วงดุล หรือพูดให้ชัดยิ่งขั้นคือ จะเอาอะไรมาควบคุม? ทุกวันนี้ แม้แต่บรรดาลิ่วล้อของอำนาจเหล่านี้ ที่อ้างตัวเองว่าเป็น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็สามารถทำอะไรตามใจชอบได้ เพราะความ มีเส้น สนับสนุนจากอำนาจที่ราษฎรควบคุมไม่ได้เลยเหล่านี้นั่นเอง ประชาธิปไตยถึงที่สุดคือ ประชาชนเป็นผู้ ถ่วงดุล อำนาจ หรือควบคุมอำนาจ ไม่ใช่ให้ใครที่ไม่มีใครสามารถ ถ่วงดุล หรือควบคุมได้ มาควบคุมตัวแทนที่ประชาชนเลือก การ ถ่วงดุล กันระหว่างอำนาจต่างๆ ในที่สุด จะต้องเป็นการ ถ่วงดุล ระหว่างอำนาจที่มาจากประชาชนเอง และประชาชนควบคุมได้

 

ในเมื่อคนระดับรองนายกฯอย่างสนั่นสามารถเสนออะไรที่พิเรนทร์ขนาดนี้ต่อสาธารณะได้โดยหน้าไม่แดง (รวมทั้งข้อเสนอเพิ่มอำนาจให้กฎหมายหมิ่นของประชาธิปัตย์) ผมก็ขอเสนออย่างจริงจังมากๆบ้างว่า ให้กลับไปสู่สมบูรณาญาสิทธิราชเลยดีกว่าครับ จะได้ไม่ต้องทำอะไรแบบแอบๆแฝงๆแบบนี้ ทุกวันนี้ แม้แต่นายกฯและรัฐบาลก็ได้มาโดยกระบวนการใช้อำนาจ ซึ่งถึงที่สุดแล้ว ก็ไม่ต่างจากกระบวนการใช้อำนาจในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชมากมายอะไรนักอยู่แล้ว (รัฐประหาร, ตุลาการภิวัฒน์ ฯลฯ)

 

 

เอาเลยครับ เผื่อเราจะได้ 2475 กันใหม่

สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล